หน้าแรก สารพันสุขภาพ สุขภาพดีต้องมาก่อน

สุขภาพดีต้องมาก่อน

545
0

บทความสุขภาพ

บทความสุขภาพ มะเร็งรักษาได้ อาหารเพื่อสุขภาพ สารพันเรื่องสุขภาพ เข้าใจโรคและสุขภาพ รู้ทันโรค สุขภาพดี

สุขภาพดีต้องมาก่อน

ชีวิตเป็นสิ่งที่ต้องเอาใจใส่ นอกจากความรู้สึกนึกคิดแล้ว สุขภาพร่างกายก็ต้องดูแลควบคู่กันไป บางคนใส่ใจแต่ความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง จนลืมใส่ใจสุขภาพ ร่างกายก็เลยทรุดโทรม บางคนใส่ใจแต่สุขภาพร่างกาย จนลืมใส่ใจความรู้สึกนึกคิด จิตใจมันก็ย่ำแย่

ดังนั้น ทั้ง ‘สุขภาพกาย’ และ ‘สุขภาพใจ’ เราควรให้ความสำคัญเท่าๆ กัน เพราะ ‘การไม่มีโรค คือ ลาภอันประเสริฐ’

สำหรับสุขภาพกายนั้น สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการเอาใจใส่ก็มีอยู่ 3 ประการด้วยกัน คือ

กินดี คือ เลือกกินแต่อาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย กินอาหารให้ตรงเวลา และกินให้ครบ 5 หมู่ตามหลักโภชนาการที่ดี

นอนดี คือ การพักผ่อนที่เพียงพอ และการพักผ่อนที่ดีที่สุดคือ การนอนหลับ โดยปกติแล้วคนเราควรจะใช้เวลาในการนอนต่อวันไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง และไม่เกิน 10 ชั่วโมง เพราะถ้าน้อยไป หรือมากไป มันก็จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ออกกำลังกายดี คือ การออกกำลังกายอยู่เสมอ เพื่อให้ร่างกายได้ทำงานครบทุกส่วน เพื่อให้เหงื่อขับของเสียในร่างกายออกมาตามรูขุมขน เพื่อให้หัวใจทำงานได้ดีขึ้น โดยปกติอาทิตย์นึง เราควรออกกำลังกาย 3-4 วัน วันละชั่วโมงก็กำลังดีแล้ว ไม่ควรหักโหมออกกำลังกายมากไป เพราะอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บได้

ส่วนการดูแลสุขภาพใจนั้น มีอยู่ 2 วิธีด้วยกัน คือ

คิดดี คือ คิดในสิ่งที่ดีๆ คิดในเรื่องที่ดีๆ คิดแต่เรื่องที่จะพาเราไปสู่ความเจริญ ไม่คิดร้าย หรือคิดอะไรที่จะนำพาเราไปในทางเสื่อม ที่สำคัญอย่าคิดเยอะ คิดมาก และวิตกจริต

ทำดี คือ ทำในสิ่งที่มีประโยชน์ต่อตัวเอง โดยที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ทำในสิ่งที่ตัวเองมีความสุขที่จะได้ทำ และสามารถทำให้คนรอบข้างมีความสุขด้วย

ต้องขอย้ำอีกครั้งว่า สุขภาพกาย และสุขภาพใจ คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต ที่ต้องย้ำเพราะหลายคนไม่ค่อยนึกถึงในเรื่องนี้กันซักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญไปที่ การประสบความสำเร็จ การเงิน และการงาน เสียมากกว่า ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว เมื่อคนเหล่านั้นรู้สึกตัวว่า เขาลืมที่จะเอาใจใส่ในเรื่องที่สำคัญที่สุดในชีวิตไป บางทีก็สายไปเสียแล้ว

มีตัวอย่างชีวิตของชายคนหนึ่ง ที่คิดว่าน่าจะเป็นอุทาหรณ์อย่างดีสำหรับคนที่ไม่ใส่ใจสุขภาพ ทั้งทางกายและทางใจ ชายคนนั้นมีชื่อว่า ‘จอห์น เดวิดสัน ร็อกกี้เฟลเลอร์’

ตั้งแต่เด็กแล้วที่ ร็อคกี้เฟลเลอร์ มีความสามารถทางด้านคณิตศาสตร์ แต่สิ่งพิเศษสุดของเขาคือความมุมานะ ขยันขันแข็ง และหนักเอาเบาสู้ เมื่อเรียนจบเขาได้งานเป็นผู้ช่วยพนักงานบัญชีของบริษัทเล็กๆ และไต่เต้าไปจนเป็นเจ้าหน้าที่การเงินอย่างเต็มตัว

ต่อมาเขาเริ่มที่จะทำธุรกิจส่วนตัว โดยก่อตั้งบริษัทที่มีชื่อว่า Clark & Rockefeller ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายเมล็ดข้าว ฟาง เนื้อสัตว์ และสินค้าเบ็ดเตล็ดอื่นๆ ภายในสองปีบริษัทของเขาประสบความสำเร็จอย่างมาก และมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ในปี ค.ศ. 1863 ร็อกกี้เฟลเลอร์และหุ้นส่วนได้กระโดดเข้าสู่อุตสาหกรรมน้ำมัน ในฐานะบริษัทผู้กลั่นน้ำมัน และก่อตั้งบริษัท Rockefeller & Andrews ขึ้นมา แล้วด้วยวัยเพียง 24 ปี เขาสามารถผงาดขึ้นมาในธุรกิจน้ำมันและขยายบริษัทมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเขาได้นำเงินที่เป็นผลกำไรกลับมาลงทุนใหม่ และก้าวไปอีกขั้นอย่างแน่วแน่เพื่อสร้างธุรกิจขอเขาให้มั่นคง จากนั้นเขากับหุ้นส่วนก็ได้ก่อตั้งบริษัท Standard Oil ขึ้นมา แล้วทำการซื้อและควบคุมบริษัทกลั่นน้ำมันที่มีอยู่เกือบทั้งหมดในคลีฟแลนด์

ภายในเวลาเพียง 10 ปี ร็อกกี้เฟลเลอร์ ได้กลายเป็นมหาเศรษฐีพันล้าน พอเมื่อมีอายุได้ 43 ปี เขาก็ได้เป็นผู้ตั้งบริษัทผูกขาดในการค้าน้ำมันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

การเป็นเจ้าพ่ออุตสาหกรรมน้ำมันของสหรัฐฯ และของโลกในเวลานั้น ทำให้ร็อกกี้เฟลเลอร์กลายเป็นเศรษฐีคนแรกที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ยิ่งอุตสาหกรรมโลกพัฒนาไปมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งร่ำรวยมากขึ้นเท่านั้น ทรัพย์สินของเขาถูกประเมินจากสื่อหลายแหล่ง นิตยสารฟอร์บสฉบับเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 2008 มีการจัดอันดับบุคคลในประวัติศาสตร์ที่ร่ำรวยมากที่สุดในโลก

นี่คือเส้นทางชีวิตของร็อกกี้เฟลเลอร์ ซึ่งใช้ความมุมานะ ความขยัน และความตั้งใจ จนทำให้ตัวเองประสบความสำเร็จ แต่จะมีใครรู้มั้ยว่า ระหว่างปี ค.ศ. 1891 – 1892 เป็นช่วงที่เขามีอาการเจ็บป่วยทางจิต เนื่องจากทำงานหนักมากเกินไป ตลอดเวลาในการทำงานเขามักจะเป็นคนที่เคร่งเครียด ชอบทุกข์ร้อน จึงทำให้สุขภาพจิตเสื่อมโทรม มีอาการผมร่วง คิ้วร่วง นอนไม่หลับ และมีอาการเจ็บป่วยทางกาย อย่างเช่นอาการอาหารไม่ย่อย คอยรบเร้าอยู่เสมอ

นี่ก็เป็นชีวิตทั้งสองด้านของนักธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ ผู้ซึ่งไม่ใส่ใจสุขภาพกายและใจ จนต้องทนอยู่กับความทรมานมาเกือบปี ทั้งๆ ที่ชีวิตก็มีทุกอย่างครบครัน มีความสำเร็จที่ใครต้องอิจฉา

แล้วเราล่ะ จะเดินไปข้างหน้า เพื่อก้าวหาความสำเร็จ ในรูปแบบไหน จะทำงานอย่างหนักโดยไม่ต้องไปสนใจอะไร หรือจะทำงานไป ดูแลสุขภาพไปอย่างมีความสุขดีล่ะ

ที่มาจาก  thaihealth

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here