หน้าแรก รู้ทันโรค ‘โรคตุ่มน้ำพองใส’ ไม่หาย!..ส่งต่อรุ่นสู่รุ่น

‘โรคตุ่มน้ำพองใส’ ไม่หาย!..ส่งต่อรุ่นสู่รุ่น

734
0

บทความสุขภาพ

บทความสุขภาพ มะเร็งรักษาได้ อาหารเพื่อสุขภาพ สารพันเรื่องสุขภาพ เข้าใจโรคและสุขภาพ รู้ทันโรค สุขภาพดี

‘โรคตุ่มน้ำพองใส’ ไม่หาย!..ส่งต่อรุ่นสู่รุ่น

เมื่อไม่นานมานี้ มีข่าวเด็กน้อยน่าสงสารเกิดมามีตุ่มน้ำตามตัว ซึ่งก็คืออาการของโรคตุ่มน้ำพองใส หรือโรคเด็กผีเสื้อ จัดเป็นโรคหายากที่พบการรายงานข่าวเด็กป่วยโรคนี้อยู่เนืองๆ โดยอุบัติการณ์ของโรค ในต่างประเทศพบราว 30 รายต่อทารกแรกเกิด 1 ล้านคน ส่วนในไทยไม่ทราบอุบัติการณ์ที่แน่ชัด แต่ตามสถิติของสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี พบผู้ป่วยประมาณ 10 รายต่อปี

ศ.คลินิกพญ.ศรีศุภลักษณ์ สิงคาลวณิช งานโรคผิวหนัง สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ให้ข้อมูลควรรู้เกี่ยวกับโรคดังกล่าวว่า โรคตุ่มน้ำพองใส (Epidermolysis bullosa เรียกสั้นๆ ว่า EB) หรือในต่างประเทศเรียกว่า โรคเด็กผีเสื้อ (Butterfly children) เนื่องจากผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีลักษณะของผิวเปราะบางเหมือนปีกผีเสื้อ

เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ที่พบไม่บ่อย เกิดจากความผิดปกติของยีนส์ที่ควบคุมการสร้างผิวหนัง ถ่ายทอดแบบลักษณะเด่น คนรุ่นต่อไปจึงมีโอกาสป่วยได้ (Autosomal dominant) ลักษณะผิวหนังจะพองเป็นตุ่มน้ำ เมื่อมีการกระทบกระเทือนเพียงเล็กน้อย เช่น การเสียดสี การติดเชื้อ โดยอาจพบตั้งแต่แรกเกิด วัยทารก หรือเด็กโต

ลักษณะอาการ จำแนกตามรอยแยกของตุ่มน้ำ แบ่งได้ 3 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มที่ 1 เรียกว่า ตุ่มน้ำอยู่ในชั้นตื้นในชั้นหนังกำพร้า (EB simplex) อาการไม่รุนแรง มีตุ่มน้ำพอง เป็นตั้งแต่แรกเกิด ไม่เป็นแผลเป็น ส่วนกลุ่มที่ 2 เรียกว่า ตุ่มน้ำเกิดระหว่างชั้นหนังกำพร้าและหนังแท้ (Junctional EB) อาการรุนแรง เป็นตั้งแต่แรกเกิด แต่ไม่เป็นแผลเป็น มักพบความผิดปกติของเล็บ และความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ และทางเดินปัสสาวะด้วย และกลุ่มที่ 3 เรียกว่า ตุ่มน้ำอยู่ในชั้นหนังแท้ (Dystrophic EB) ตุ่มน้ำจะทิ้งรอยแผลเป็น

การตรวจวินิจฉัย แพทย์ต้องตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยาร่วมกับการตรวจทางจุลทรรศน์อิเล็กตรอน เพื่อให้ทราบว่ามีความผิดปกติอยู่ที่ชั้นไหนของผิวหนัง ซึ่งจะทำให้การวินิจฉัยโรคแตกต่างกัน ขณะที่การรักษา เป็นการรักษาตามอาการ เน้นการดูแลผิวหนังป้องกันการกระทบกระเทือน เนื่องจากผิวบริเวณที่มีการเสียดสีจะเป็นตุ่มน้ำพองออก และต้องระวังภาวะติดเชื้อแทรกซ้อนที่ผิวหนัง ถ้ามีการติดเชื้อ จะต้องให้ยาปฏิชีวนะทาหรือรับประทาน ให้อาหารและวิตามินให้เพียงพอและข้อสำคัญต้องให้คำแนะนำทางพันธุกรรมแก่พ่อแม่ เพื่อไม่ให้เกิดโรคในลูกคนต่อไป

อย่างไรก็ตาม โรคตุ่มน้ำพองใส เป็นโรคเรื้อรัง ในรายที่ไม่รุนแรง อาการจะดีขึ้นเมื่อโตขึ้น แต่ในรายที่รุนแรง จะมีอาการไปตลอดชีวิต ซึ่งแพทย์ต้องหาความผิดปกติภายในร่วมด้วย

จากข้อมูลที่คุณหมอศรีศุภลักษณ์เผย เห็นได้ว่า โรคนี้ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่ป่วยหรือเป็นพาหะของโรค ย่อมมีโอกาสป่วยเป็นโรคเดียวกันนี้ ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกต้องเกิดมารับความทุกข์ทรมาน ทั้งสามีและภรรยาจำเป็นต้องตรวจสุขภาพ เพื่อค้นหาโรคนี้หรือโรคทางพันธุกรรมอื่นๆ ก่อนวางแผนครอบครัว

ที่มาจาก  thaihealth

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here